ออมเงินแบบมนุษย์เงินเดือน

ปัจจัยสำคัญสำหรับคนเราที่นอกเหนือจากปัจจัยสี่ก็คือ “เงิน” เนื่องจากสมัยนี้นั้นไม่ว่าอะไรก็มีมูลค่าเป็นเงินเป็นทองทั้งนั้น การที่จะไปสรรหาข้าวของเครื่องใช้มาแลกในสิ่งที่เราต้องการอย่างสมัยรุ่นปู่ย่าตาทวดแทบจะกลายเป็นเรื่องที่พบเห็นได้แต่ในนิยายย้อนยุค เพราะฉะนั้น หากคุณต้องการใช้ชีวิตอย่างสุขสบายและไม่ขัดสนละก็ การออมเงิน ดูจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดแล้วโดยเฉพาะกับคนทำงานหาเช้ากินค่ำที่ได้รับค่าตอบแทนเป็นเดือน ๆ อย่างคุณผู้อ่านหลายท่านที่กำลังนั่งอ่านบทความนี้อยู่ ข้อได้เปรียบของมนุษย์เงินเดือนก็คือ การมีรายได้ที่แน่นอนในทุก ๆ เดือน จึงสามารถจัดสรรปันส่วนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ได้อย่างเป็นระเบียบแบบแผน ดังนั้น ขั้นตอนแรกในการออมเงินก็คือจัดแบ่งเงินออกมาอีกส่วนหนึ่งสำหรับเก็บออมโดยเฉพาะออกมา ซึ่งแน่นอนว่าค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ตหรืออื่น ๆ จะต้องถูกกันออกไปเรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็นำเงินส่วนนี้ไปหยอดกระปุกหรือฝากธนาคารเสีย โดยเปิดบัญชีใหม่ขึ้นมาโดยเฉพาะ ที่สำคัญคือจะต้องไม่มีการถอนออกมาใช้อย่างสุรุ่ยสุร่ายโดยเด็ดขาด หากคุณมีรายได้ทางอื่นเข้ามาอีกนอกจากเงินเดือน เช่น ถูกหวย ได้รับค่าโอทีหรือโบนัส หรืออะไรก็ตามแต่ คุณก็สามารถนำมาเก็บรวมกับเงินออมของคุณได้เลย ซึ่งจะเก็บไว้ทั้งหมดหรือบางส่วนก็แล้วแต่คุณจะเห็นสมควร แต่จงจำไว้ว่า ยิ่งใช้จ่ายน้อยเท่าไหร่คุณก็จะยิ่งมีเงินเก็บเยอะมากเท่านั้น ในทางกลับกัน ยิ่งคุณใช้จ่ายมากเท่าไหร่ เงินที่จะเหลือไว้ออมก็จะยิ่งลดลงเป็นเงาตามตัวจนอาจไม่เหลือเลยก็เป็นได้

ออมเงินด้วยอาหารการกิน

เชื่อหรือไม่ว่าอาหารที่เรารับประทานเข้าไปในแต่ละวันนั้น บางครั้งก็มีมูลค่ามากกว่าของบางสิ่งเสียอีก ไม่เชื่อก็ลองแจกแจงรายการอาหารและราคาที่คุณทานเข้าไปทั้งวันดู ด้านล่างนี้เป็นรายการแบบคร่าว ๆ ที่คุณครูต่างจังหวัดคนหนึ่งเคยเขียนให้ดู มื้อเช้า – ข้าวกล่อง 1 กล่อง ราคา 30 บาท – น้ำเต้าหู้ 1 ถุง ราคา 6 บาท มื้อเที่ยง – ข้าวราดแกง 2 อย่าง 1 จาน ราคา 40 บาท – น้ำผลไม้ปั่น 1 แก้ว ราคา 20 บาท อาหารว่างยามบ่าย – ผลไม้รถเข็น 20 บาท มื้อเย็น – อาหารตามสั่ง 1 ห่อ 40 บาท …

หมดปัญหาเรื่องแคะกระปุกด้วยวิธีนี้

หลายคนมักเกิดอาการคันไม้คันมือเวลาเห็นเงินในกระปุกเยอะ ๆ อยากจะแคะออกมาใช้เสียให้ได้ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จในการออมเงินเท่าที่ควร วันนี้เราจึงนำวิธีการออมเงินโดยไม่ต้องเก็บเป็นเงินสดมาเสนอค่ะ 1. ซื้อสลากออมสิน ซึ่งจะมีกำหนดแลกคืนเป็นรายปีหรือหลาย ๆ ปีพร้อมดอกเบี้ย ทำให้ไม่สามารถนำเงินส่วนนี้ไปใช้ได้โดยง่าย เนื่องจากหากขอแลกคืนก่อนกำหนดมักจะอดดอกเบี้ยหรืออาจขาดทุนชนิดเข้าเนื้อตามแต่ข้อกำหนดของทางธนาคาร ข้อดีคือคุณสามารถเก็บเงินได้เป็นก้อนแถมยังมีดอกเบี้ยแถมมาด้วย ซ้ำยังสามารถซื้อเพิ่มได้เรื่อย ๆ เมื่อมีเงินเพราะราคาไม่สูงจนเกินไป 2. ลงทุนกับสถาบันการเงินต่าง ๆ ในรูปแบบของตราสารหนี้ พันธบัตรหรือหุ้นก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่มีคนใช้กันมากมาย เพราะได้ดอกเบี้ยสูงกว่าการฝากธนาคารเฉย ๆ แต่ขึ้นชื่อว่าการลงทุนแล้วก็ย่อมมีความเสี่ยง ดังนั้นคุณจึงควรศึกษาให้ดีก่อนจะทำการลงทุน ซึ่งกองทุนหรือหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงก็เช่น ทองคำ อัญมณี ของเก่า และอสังหาริมทรัพย์ที่มีหนี้สูง ที่บอกว่าเสี่ยงก็คือคุณอาจไม่ได้รับค่าตอบแทนในอัตราที่แน่นอนเพราะทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับการบริหารงานและผลประกอบการในขณะนั้นนั่นเอง ซ้ำยังมีโอกาสที่ราคาหุ้นหรือหน่วยลงทุนจะลดต่ำลงอีกด้วย ทำให้ขายไม่ได้ราคาเท่าตอนที่ซื้อมา ลองไปศึกษาการออมเงินทั้งสองแบบดูนะคะว่าแบบไหนที่เหมาะกับคุณที่สุด เมื่อเลือกได้แล้วก็รีบลงมือทำเสียก่อนที่เงินจะปลิวออกไปจากกระเป๋าเหมือนที่แล้วมา

ปิ่นโตนั้นสำคัญไฉน

สมัยยังเป็นนักเรียน คุณแม่ของผู้เขียนมักทำข้าวกล่องให้พกติดตัวไปด้วยเสมอจะได้ไม่ต้องไปแย่งกันซื้อข้าวเที่ยงที่โรงเรียนกับเพื่อน ๆ อีกทั้งยังมีรสชาติถูกปาก และสะอาดปลอดภัยอีกต่างหาก ต่อเมื่อโตขึ้น จึงได้รู้ถึงประโยชน์ของปิ่นโตหรือข้าวกล่องเพิ่มขึ้นอีกประการหนึ่ง คือ ประหยัดค่าใช้จ่ายในเรื่องอาหารไปได้มากพอสมควร ดังนั้น คนที่กำลังมองหาวิธีออมเงินอยู่ก็อย่าได้ลืมวิธีพกพาข้าวกล่องไปทานด้วยนะคะ อาหารที่เหมาะแก่การพกพาออกไปทานนอกบ้าน ควรเน้นไปที่ความสดใหม่ ไม่บูดหรือเน่าเสียง่าย ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงอาหารหรือขนมที่มีส่วนประกอบของกะทิ เช่น แกงต่าง ๆ โดยเฉพาะในวันที่มีอากาศร้อนอบอ้าว อาหารที่เหมาะสมจึงควรเป็นอาหารจำพวกต้ม ผัด นึ่ง ทอด เพราะอยู่ได้นานกว่า และควรแยกข้าวและกับออกจากกันจะได้ไม่เสียรสชาติ นอกจากอาหารแล้ว คุณยังสามารถนำผลไม้ติดตัวมารับประทานด้วยจะได้ประหยัดค่าผลไม้รถเข็นไปได้อีกต่อหนึ่ง ซึ่งออฟฟิศทั่วไปมักมีตู้เย็นไว้ให้พนักงานนำของไปแช่อยู่แล้ว คุณก็เพียงนำผลไม้ที่เตรียมมาไปฝากไว้ด้วย เมื่อถึงเวลารับประทานจะได้รู้สึกสดชื่นเหมือนเพิ่งซื้อมาใหม่ ๆ ผลไม้ที่เหมาะแก่การพกพาได้แก่ กล้วย ที่ซื้อมาเป็นหวี แล้วแบ่งออกมาทานวันละลูก หรือส้มเขียวหวาน ที่ซื้อครั้งละครึ่งกิโล ล้างเปลือกแล้วใส่ตู้เย็นไว้ จากนั้นค่อยหยิบใส่ถุงมาแช่ต่อที่ออฟฟิศไว้รับประทานหลังอาหารเที่ยง ส่วนผลไม้ที่ต้องปอกเปลือกอย่างสับปะรดหรือแตงโม ก็จัดการปอกและหั่นเป็นชิ้นพอคำใส่กล่องพลาสติกแล้วแช่เย็นให้เรียบร้อยเสียตั้งแต่ตอนเย็นหรือกลางคืน จะได้ไม่ต้องมาวุ่นวายกันในตอนเช้าอีก เท่านี้ก็ประหยัดเงินในกระเป๋าไปได้เยอะแล้วล่ะค่ะ

ค่ากับข้าวที่ไม่มีวันหมด

หากคุณเป็นแม่บ้านที่ต้องไปจ่ายตลาดทุกวัน การออมเงินด้วยวิธีที่จะพูดถึงในวันนี้นับว่าเหมาะสมกับวิถีชีวิตของคุณอย่างที่สุด มาดูกันดีกว่าค่ะว่าเราจะเปลี่ยนค่ากับข้าวให้กลายเป็นรายได้ไม่สิ้นสุดได้ด้วยวิธีไหน 1. เก็บเงินทอน เงินทอนที่เป็นเหรียญนั้น หากไม่อยากพกให้หนักกระเป๋าก็หยอดใส่กระปุกเสียให้หมด หรือจะเลือกเก็บแต่เหรียญห้า เหรียญสิบ ก็เลือกเอาตามใจชอบ ขออย่างเดียวคือ “อย่าแคะกระปุก” เท่านั้นพอ แต่หากเห็นว่าเก็บแต่เหรียญวันละไม่กี่บาทแล้วเมื่อไหร่จะรวย ก็ลองพิจารณาธนบัตรที่ไม่ค่อยจะได้รับทอนสักเท่าไหร่อย่างธนบัตรใบละห้าสิบบาทดูสิคะ โดยมีเงื่อนไขในการออมง่าย ๆ คือ เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณได้รับแบงค์ 50 มาอยู่ในมือแล้วละก็ “อย่านำไปใช้” แต่ให้เก็บกลับมาหยอดกระปุกไว้แทน 2. เปลี่ยนเป็นสลากออมสิน เมื่อจำนวนเงินที่สะสมไว้ทวีจำนวนขึ้นจนเต็มกระปุก หรือสะสมจนครบเดือนแล้ว ก็ให้จัดการนำเงินออกมาเสีย จากนั้นก็นำเงินที่ได้ไปซื้อสลากออมสินเป็นการต่อยอดการออมขั้นต่อไปแถมยังได้ลุ้นรางวัลอีกด้วย เมื่อเรียบร้อยแล้วก็เริ่มมาสะสมกันใหม่ เมื่อคุณทำการออมเงินอย่างนี้วนไปเรื่อย ๆเงินเก็บของคุณก็จะเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย อย่าเพิ่งไปดูถูกว่าแค่เงินค่ากับข้าวจะทำให้คุณรวยขึ้นได้สักเท่าไหร่เชียวนะคะ ถ้าไม่เชื่อก็ลองทำดูแล้วพอครบปีก็มานั่งนับเงินที่คุณออมเอาไว้ว่ามีจำนวนเท่าไหร่ รับรองว่าคุณจะต้องทึ่ง!