การวางแผนด้านกลยุทธ์ทางการตลาดสำหรับการทำธุรกิจ SME

สำหรับการทำธุรกิจ SME ให้อยู่รอดในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันนั่นแน่นอนว่าคุณจำเป็นต้องใส่ใจและให้ความสำคัญกับเรื่องของการวางแผนด้านกลยุทธ์ทางการตลาดไว้เป็นหลัก เพราะ การวางแผนจะช่วยทำให้ธุรกิจของคุณสามารถก้าวข้ามอุปสรรคต่าง ๆ ไปได้อย่างยั่งยืน แล้วการวางแผนด้านกลยุทธ์ทางการตลาดมีอะไรบ้าง!! วันนี้เราได้นำเอาตัวอย่างบางส่วนมาฝากคุณผู้อ่านกันด้วย จะมีสิ่งใดน่าสนใจบ้างเราไปชมพร้อม ๆ กันเลย การรู้จักหาช่องทางใหม่เพื่อเป็นการช่วยขยายตลาดให้มีปริมาณเพิ่มมากขึ้น เมื่อใดก็ตามที่ลูกค้าเก่าเริ่มมีกำลังในการซื้อที่ลดน้อยลง คุณจงอย่าเลือกนิ่งเฉยต่อสถานการณ์เหล่านั้นเป็นอันขาด คุณต้องรู้จักที่จะหมั่นมองหาช่องทางใหม่ๆ เพื่อเป็นการเปิดตลาดใหม่มาทดแทนตลาดเก่า พยายามเลือกเจาะกลุ่มบุคคลที่มีกำลังซื้อสูงเข้าไว้ อาจเลือกพาร์ตเนอร์ที่มีความรู้ความสามารถในการเจาะกลุ่มลูกค้าเข้ามาร่วมงานในธุรกิจของคุณด้วยก็ได้ พยายามเลือกออกบูธให้ตรงกับลักษณะกลุ่มลูกค้าให้มากที่สุด ยิ่งในช่วงยุคปัจจุบัน ยุคที่เศรษฐกิจกำลังฝืดเคือง ยุคที่อะไรๆ ก็ดูท่าจะขายได้ยากมากขึ้น หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เลือกทำธุรกิจ SME คุณควรต้องรู้จักคาดเข็มขัดนิรภัยเอาไว้บ้าง ควรรู้จักที่จะเลือกทำการตลาดให้ตรงกับกลุ่มลูกค้าให้มากที่สุด พยายามทำการตลาดให้มีความชัดเจนมากขึ้น รู้จักที่จะเจาะกลุ่มลูกค้าให้เป็นไปแบบตรงเป้าหมายในทันที อาจเลือกที่จะจัดบูธตามกลุ่มเป้าหมายนั้น ๆ เลยก็ได้ ตัวอย่างเช่น ธุรกิจของคุณเป็นธุรกิจรถมอเตอร์ไซด์คุณก็อาจจะไปออกบูธในงานมอเตอร์โชว์ เป็นต้น

เริ่มต้นทำธุรกิจ SME อย่างไรให้เสี่ยงน้อยที่สุด

ในการทำธุรกิจ SME แน่นอนว่าเรื่องของความเสี่ยงย่อมต้องมีส่วนเกี่ยวข้อง เนื่องจากในการทำธุรกิจนั้นทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวของคุณย่อมนำพาไปสู่ความเสี่ยงได้ทั้งสิ้น ดังนั้น หากคุณคิดที่จะเริ่มต้นทำธุรกิจ SME แบบให้มีความเสี่ยงน้อยที่สุด วันนี้เรามีวิธีการรับมือเพื่อการเริ่มต้นทำธุรกิจ SME ให้เสี่ยงน้อยที่สุดมาฝากกันด้วย จะมีสิ่งใดน่าสนใจบ้างไปทราบพร้อมกันเลย คุณควรเริ่มต้นทำธุรกิจแบบ Lean เข้าไว้ หมายถึง ในการทำธุรกิจช่วงเริ่มต้นคุณควรสร้างขนาดของธุรกิจให้เป็นไปอย่างเหมาะสมจะดีกว่า ไม่ควรสร้างขนาดใหญ่เกินไปหรือสร้างแบบที่เกินความจำเป็น ควรมีการลงทุนในปริมาณที่พอดี ควรมีการพิจารณาก่อนว่าสิ่งใดบ้างที่เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างแท้จริง พยายามนำเอาทรัพยากรที่คุณมีมาใช้เป็นอันดับแรกเสมอ แต่หากคุณไม่สามารถทำได้จริงๆ ให้คุณลองใช้บริการหน่วยงาน Outsource แทนก็ได้ เพราะ การเลือกใช้บริการ Outsource จะเป็นการแบ่งเบาภาระเรื่องของค่าใช้จ่ายในส่วนการจ้างพนักงานประจำลงไปได้แถมที่สำคัญยังช่วยทำให้คุณได้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามาช่วยดูแลงานในส่วนนั้นโดยตรง (ไม่ต้องเสียเวลาสอนงานให้) คุณควรมีบริการหลังการขายแบบที่ลูกค้าพึงพอใจและประทับใจมากที่สุด ส่วนนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะ นอกจากตัวสินค้าจะดีแล้วเรื่องของบริการหลังการขายยิ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ส่งผลทำให้สินค้านั้นดูดีมากยิ่งขึ้น เมื่อสินค้าดีบริการหลังการขายดีนั่นจะยิ่งทำให้ลูกค้าอยากที่จะใช้บริการธุรกิจของคุณต่อไปเรื่อยๆ ลูกค้าจะเกิดการติดใจและเลือกที่จะบอกต่อสินค้ากับผู้อื่นมากขึ้น